สัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัย
ทำที่ ……………………………
วันที่ ……………………………
สัญญาฉบับนี้ทำขึ้นระหว่าง …………………………… อยู่ที่ …………………………… ซึ่งต่อไปในสัญญานี้เรียกว่า “ผู้ว่าจ้าง” ฝ่ายหนึ่ง กับ …………………………… อยู่ที่ …………………………… ซึ่งต่อไปในสัญญานี้เรียกว่า “ผู้รับจ้าง” อีกฝ่ายหนึ่ง
ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงทำสัญญาไว้ต่อกันดังต่อไปนี้
ข้อ 1.
“ผู้ว่าจ้าง” ตกลงว่าจ้าง และ “ผู้รับจ้าง” ตกลงรับจ้างทำการรักษาความปลอดภัยให้แก่บรรดาทรัพย์สินของ “ผู้ว่าจ้าง” ซึ่งอยู่ในบริเวณ …………………………… ตั้งอยู่ที่ ……………………………
ข้อ 2.
ข้อ 3.
“ผู้รับจ้าง” จำต้องรับผิดชอบจัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยในบริเวณสถานที่ของ “ผู้ว่าจ้าง” ตามนัยข้อ 1 โดยแบ่งการทำงานออกเป็น …………………………… ผลัด ดังนี้
รวมพนักงานรักษาความปลอดภัยทั้งหมดจำนวน …………………………… นาย
“ผู้ว่าจ้าง” ตกลงจ่ายค่าบริการรักษาความปลอดภัยให้แก่ “ผู้รับจ้าง” ในอัตราเดือนละ …………………………… บาท (……………………………) ต่อ 1 นาย คิดเป็นอัตรารวมทั้งสิ้นเดือนละ …………………………… บาท (……………………………) ต่อ …………………………… นาย
ข้อ 4.
การจ่ายเงินค่าจ้าง “ผู้ว่าจ้าง” ตกลงจ่ายและ “ผู้รับจ้าง” ตกลงยินยอมรับค่าจ้างในอัตราที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ 3 โดย “ผู้รับจ้าง” จะส่งใบวางบิลมาให้ “ผู้ว่าจ้าง” ภายในวันที่ …………………………… ของเดือน และ “ผู้ว่าจ้าง” จะต้องชำระเงินค่าจ้างให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ …………………………… ของเดือน
อนึ่ง เงินค่าจ้างตามสัญญานี้ “ผู้ว่าจ้าง” จะใช้สิทธิยึดหน่วงหรือถ่วงเวลาไว้เกินกำหนด หรือจะนำไปหักกลบลบหนี้อย่างอื่นไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจาก “ผู้รับจ้าง” เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเท่านั้น
ข้อ 5.
ในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง ให้อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ โดยบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน
ข้อ 6.
เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อประโยชน์ของ “ผู้ว่าจ้าง” หรือลูกค้าของ “ผู้ว่าจ้าง” ที่เข้ามาใช้บริการ และ/หรือผู้ที่เข้ามาติดต่อกับ “ผู้ว่าจ้าง” “ผู้ว่าจ้าง” ต้องยินยอมให้ “ผู้รับจ้าง” หรือพนักงานรักษาความปลอดภัยของ “ผู้รับจ้าง” มีสิทธิทำการจดบันทึก เรียกเก็บหลักฐานบุคคล ตรวจค้นตัวบุคคล ยานพาหนะ และตรวจสอบทรัพย์สินที่ผ่านเข้า-ออกได้ และ “ผู้ว่าจ้าง” ต้องไม่ปกปิดข้อเท็จจริงใด ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาความปลอดภัยแก่ “ผู้รับจ้าง”
ข้อ 7.
“ผู้ว่าจ้าง” จะต้องไม่มอบหมายงานอย่างอื่นใดนอกเหนือจากงานตามสัญญานี้ให้กับพนักงานรักษาความปลอดภัยของ “ผู้รับจ้าง” อันจะเป็นเหตุให้การปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยของพนักงานนั้นเกิดความบกพร่องขึ้นได้
ข้อ 8.
การเพิ่มหรือลด หรือการเปลี่ยนแปลงจุดรักษาความปลอดภัยให้เป็นไปตามความเหมาะสมกับสภาพกิจการ สถานที่ ที่ตั้ง และลักษณะของทรัพย์สินของ “ผู้ว่าจ้าง” ย่อมกระทำได้ แต่ทั้งนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบด้วยกันทั้งสองฝ่ายเป็นสำคัญ ส่วนเงื่อนไขการจ้างให้ถือตามข้อตกลงแห่งสัญญานี้โดยอนุโลม
ข้อ 9.
ข้อ 10.
“ผู้รับจ้าง” ต้องควบคุมบังคับบัญชาให้พนักงานรักษาความปลอดภัยปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งโดยชอบของ “ผู้ว่าจ้าง” ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัย และ “ผู้รับจ้าง” จะต้องดำเนินการแก้ไขหรือเปลี่ยนตัวพนักงานรักษาความปลอดภัยที่บกพร่องต่อหน้าที่ หรือไม่เหมาะสมที่จะเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ดี ภายในเวลา …………………………… ชั่วโมง นับจากเวลาที่ได้รับแจ้งจาก “ผู้ว่าจ้าง” อีกทั้ง “ผู้รับจ้าง” จะต้องจัดพนักงานรักษาความปลอดภัยเข้าปฏิบัติหน้าที่ให้กับ “ผู้ว่าจ้าง” เสริมแทนให้ครบตามที่ระบุไว้ในสัญญา
ข้อ 11.
ในกรณีที่ “ผู้รับจ้าง” ได้ตรวจพบและพิจารณาเห็นว่าบริเวณที่ต้องรักษาความปลอดภัยจุดใดอยู่ในลักษณะที่ล่อแหลม ไม่ปลอดภัย เช่น มีแสงสว่างไม่เพียงพอ รั้วหรือกำแพงชำรุด สายยูกลอนประตูชำรุด หรือลักษณะโดยประการอื่นใดอันอาจจะเป็นช่องทางให้คนร้ายใช้เป็นที่หลบซ่อน กำบัง แอบแฝง หรือซ่อนเร้นเพื่อทำการโจรกรรม และเมื่อ “ผู้รับจ้าง” ได้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้ “ผู้ว่าจ้าง” จัดการซ่อมแซมแก้ไขหรือปรับปรุงให้ดีขึ้นเกินกว่า 2 ครั้งแล้ว แต่ “ผู้ว่าจ้าง” มิได้ดำเนินการตามที่ “ผู้รับจ้าง” ได้แจ้งดังกล่าว หากมีเหตุโจรกรรมเกิดขึ้นในจุดที่ไม่ปลอดภัยนั้น ๆ ให้ถือว่าความเสียหายหรือสูญหายนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุสุดวิสัย “ผู้รับจ้าง” ไม่ต้องรับผิดในความเสียหายหรือสูญหายนั้น
ข้อ 12.
“ผู้รับจ้าง” จะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ “ผู้ว่าจ้าง” หากทรัพย์สินของ “ผู้ว่าจ้าง” ได้เสียหายหรือสูญหายและมีร่องรอยเจาะ ตัด งัดแงะ หรือทำลายเครื่องกีดขวางจากการโจรกรรม เว้นแต่ความเสียหายหรือสูญหายนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัย การปล้น การจลาจล อัคคีภัย หรือภัยธรรมชาติ และ/หรือความประมาทเลินเล่อของ “ผู้ว่าจ้าง” หรือลูกจ้างหรือบุคคลในสังกัดของ “ผู้ว่าจ้าง” ตลอดจนทรัพย์สินที่ง่ายแก่การพกพาหรือนำพา เช่น เงินสด เช็ค อาภรณ์ เครื่องประดับ รถ ปากกา ปืน แว่นตา กล้องถ่ายรูป พระเครื่อง เป็นต้น
ข้อ 13.
ข้อ 14.
กรณีที่ทรัพย์สินของ “ผู้ว่าจ้าง” เกิดการเสียหายหรือสูญหาย และการเสียหายหรือสูญหายดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของ “ผู้รับจ้าง” “ผู้ว่าจ้าง” จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
14.1“ผู้ว่าจ้าง” จะต้องแจ้งให้ “ผู้รับจ้าง” ทราบโดยด่วนที่สุด (สำหรับบริเวณกรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี ให้แจ้งภายใน 14 ชั่วโมง สำหรับบริเวณจังหวัดอื่นให้แจ้งภายใน …………………………… วัน) จะเป็นด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษรก็ได้ แต่ถ้าแจ้งด้วยวาจาจะต้องทำเป็นหนังสือยืนยันตามไปภายหลังไม่เกินกว่า 3 วัน นับแต่วันที่แจ้งด้วยวาจา พร้อมทั้งแจ้งราคาค่าเสียหายที่แท้จริง (หากยังมิทราบแน่ชัดให้ประมาณค่าเสียหายได้)อนึ่ง “ผู้ว่าจ้าง” ต้องแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดี ณ สถานีตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากที่ทราบการเสียหายหรือสูญหาย และยินยอมให้ “ผู้รับจ้าง” มีส่วนรับรู้ในการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อร่วมในการสืบสวนหาข้อเท็จจริงและเร่งรัดคดี
14.2“ผู้ว่าจ้าง” จะต้องไม่เคลื่อนย้ายสิ่งของ และ/หรือทำลายหรือลบร่องรอยใด ๆ ออกจากบริเวณที่เกิดเหตุจนกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะออกไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุแล้ว และ “ผู้รับจ้าง” จะต้องส่งเจ้าหน้าที่ของฝ่าย “ผู้รับจ้าง” ออกไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากที่ได้รับแจ้งจาก “ผู้ว่าจ้าง” แล้ว และ “ผู้ว่าจ้าง” ต้องยินยอมให้ความร่วมมือแก่ “ผู้รับจ้าง” ในการที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวน ตรวจค้นบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือที่อยู่ในบริเวณของ “ผู้ว่าจ้าง”
14.3ในการเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายหรือสูญหายใด ๆ จาก “ผู้รับจ้าง” “ผู้ว่าจ้าง” จะต้องแนบหลักฐานสำเนาการแจ้งความ และหลักฐานแสดงการได้มาและราคาของทรัพย์สินที่สูญหายนั้น หรือใบเสร็จค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสียหาย มาพร้อมกับหนังสือเรียกร้องค่าเสียหายที่ส่งถึง “ผู้รับจ้าง” เพื่อประกอบการพิจารณาด้วย
ข้อ 15.
คู่สัญญาตกลงกันว่า การส่งคำบอกกล่าวตามสัญญานี้ หากคู่สัญญาฝ่ายใดได้ส่งไปทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังที่อยู่ของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งตามที่ได้ระบุไว้ในสัญญานี้ ให้ถือว่าอีกฝ่ายหนึ่งได้รับไว้โดยชอบแล้ว
สัญญานี้ทำขึ้นเป็นสองฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกันทุกประการ ทั้งสองฝ่ายได้อ่านข้อความในสัญญานี้เป็นที่เข้าใจโดยตลอดแล้ว เห็นว่าถูกต้องตรงตามเจตนาของตน จึงลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญเพื่อเป็นหลักฐานต่อหน้าพยาน และต่างยึดถือไว้ฝ่ายละฉบับ

